จากเมืองไทย สู่เวียดนาม

    การฝึกงานในครั้งนี้ มีความน่าสนใจ อีกประการหนึ่งคือ เมื่อได้ รูปแบบการฝึกงานที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาการฝึกงานที่เวียดนาม (ฝึกงานที่ โรงงานแปรรูปอาหาร Phu Nghia ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน ถึง 11 พฤษภาคม 2556) โดยนักศึกษากลุ่มเดียวกัน  เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 

  • เตรียมตัวพัฒนาการศึกษา และศักยภาพของนักศึกษาไทย เข้าสู่ AEC ว่า หลักสูตรการศึกษา ของคณะวิทยาศาตร์ และเทคโนโลยีของแต่ละสาขา ควรปรับหลักสูตรไปในทิศทางไหน 
  • เพื่อศึกษาว่า สมรรถนะ ของนักศึกษาที่องค์กรที่มีธุรกิจข้ามพรมแดน ทั้งในและ ต่างประเทศ ต้องการบุคคลากรที่มีศักยะภาพแบบไหน
  • ในกรณีนี้ เลือกประเทศเวียดนามเป็นแหล่งศึกษา เพราะเป็นประเทศที่ประชากร มีประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ดีกว่าประเทศไทย และที่ประเทศเวียดนาม มีโรงงาน ของบริษัท CPF ตั้งอยู่ รวมทั้งผู้บริหาร คือ คุณสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ และ คุณสุเวศ วังรุ่งอรุณ ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง

อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ทรงคุณวุฒิ มรภ.ราชนครินทร์ เดินทางไปดูงานที่ ซีพี ประเทศเวียดนาม เพื่อเตรียมความพร้อมฯ โดยมีผู้บริหาร ซีพี เวียดนาม คือ คุณสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ มอบหมายให้  

   

คุณสุเวศ วังรุ่งอรุณ ให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง (9-11 ส.ค. 55)

โดยรูปแบบการฝึกงาน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.4.1.     หาอาจารย์นิเทศ (ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด)

1.4.2.     หาพี่เลี้ยง แต่ละสาขา: ในขั้นตอนการเตรียมการ จึงได้ปรึกษา กับ ผู้บริหารซีพีเวียดนาม ว่า นักศึกษาใน 10 สาขา มีพื้นฐานความรู้อะไรมาบ้าง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่า นักศึกษา ทั้ง 10 สาขา ควรจะมีพี่เลี้ยงคนไหนดูแล และเพื่อการอำนวยความสะดวกในการเตรียมการของพี่เลี้ยงแต่ละคน

1.4.3.     หาหัวข้อที่จะฝึกงาน : จัดประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย คือตัวนักศึกษา, อาจารย์พี่เลี้ยง และพี่เลี้ยงบริษัท เพื่อกำหนดหัวข้อของการฝึกงาน ของแต่ละสาขา

           

  

1.4.4.     หาแนวทางการประเมินผล: จัดประชุมเพื่อรายงานผลการฝึกงาน และประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกงาน

การประเมินผลกลางเทอม 

          

        

 

ประชุมสรุปการฝึกงานที่ ซีพี.เวียดนาม และรับตัวนักศึกษากลับมหาวิทยาลัย

ทรัพยากรมนุษย์พัฒนา ประเทศไทยพัฒนา

จากแนวคิดที่ว่าทรัพยากรมนุษย์ คือ ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของทุกประเทศ แต่ทรัพย์สินนั้น จะมีค่าต่อประเทศนั้นอย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ ทรัพยากรมนุษย์เหล่านั้น เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ ทักษะความสามารถ มีสมรรถนะ, ศักยภาพ เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ความรู้ ทักษะความสามารถ สมรรถนะ ศักยภาพ ของบุคคลในแต่ละประเทศ มักจะเริ่มต้นที่การศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม “คุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศไทย ถูกสะท้อนภาพที่ตกต่ำลงทุกปี อาทิ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยจัดอยู่ในอันดับ 6 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยการศึกษาของไทยตามหลังเวียดนาม ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ซึ่งเป็นที่น่าตกใจว่าเราตามหลังกัมพูชาและฟิลิปปินส์ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมีดัชนีที่ชัดเจนว่ากำลังก้าวเข้าสู่วิสัยทัศน์ที่ได้ประกาศไว้ว่า ปี ค.ศ.2020 มาเลเซียจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (ศ.(พิเศษ) ภาวิช ทองโรจน์, 2555) 

ตารางเปรียบเทียบ คุณภาพการศึกษาไทย กับประเทศอื่นๆในอาเซียน

ที่มา : การประชุม World Economic Forum (WEF) 2012-2013

 

ในขณะที่ ในปี 2558 ประเทศไทย จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การแก้ไขจุดอ่อนของการศึกษาของไทยในปัจจุบัน พร้อมกับมุ่งหน้าไปสู่การเตรียมความพร้อมในกระแสอาเซียน คือประเด็นทางนโยบายที่สำคัญ ที่ผู้มีส่วนกี่ยวข้อง ควรดำเนินการอย่างเร่งรีบ ไปพร้อมกันทั้งสองประเด็น เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทย ให้มีศักยภาพในการแข่งขัน มีภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับบริบทของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย 

มักมีข้อคิดเห็นที่ถกแถลงแตกต่างกัน เช่น บางคนเห็นว่าการที่จะเรียนได้ดีนั้น ผู้เรียนต้องมีสติปัญญาดี แต่บางคนก็แย้งว่า การเรียนได้ดีหรือเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องมีวิธีการและกลวิธีในการเรียนเป็นสำคัญ สติปัญญานั้นสำคัญก็จริงแต่เป็นเรื่องรองลงมา ต่อให้มีสติปัญญาดีเลิศอย่างไร แต่ถ้าขาดวิธีการเรียนที่ถูกต้อง ประสิทธิภาพก็ย่อมเกิดไม่ได้ พบว่า มีงานวิจัยมากมาย ที่เปรียบเทียบเกี่ยวกับวิธีการเรียนของ นักเรียนที่เรียนเก่งกับนักเรียนที่เรียนอ่อน พบว่าวิธีการเรียน เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบุถึงความหมายของ “การศึกษา” ว่ามีความหมายถึง “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” และได้จัดระบบการศึกษาออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่          

1) ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในสถานศึกษา

2) การศึกษาที่ไม่เป็นทางการ

3) การศึกษาตามอัธยาศัย (พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒)

ในขณะที่ โลก สังคม วัฒนธรรม กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ต้องการการปรับตัวที่มีความทัดเทียมในด้านมาตรฐานสากล ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่า หลังการเข้าสู่ประชาคมอาซียน ศักยภาพของบุคลากร และ ประเทศของไทย จะเป็นอย่างไร และ รูปแบบการเรียน แบบไหน จึงจะทำให้ผู้เรียน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ได้ พร้อมที่จะเป็น บุคคลากร ที่มี ศักยภาพมากพอ เพื่อ ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล ที่กำลังจะมาถึง รวมทั้ง  จะใช้กระบวนการเรียนรู้แบบไหน ที่จะสร้างประสบการณ์ระหว่างเรียน และสนับสนุนการสร้างรายได้ระหว่างเรียน จัดการเรียนการสอนบูรณาการกับการทำงานอย่างเหมาะสม

ดังนั้น การออกแบบ การฝึกงานในครั้งนี้ จึงพยายาม ออกแบบ เพื่อ เตรียมพร้อมกับการตอบคำถามดังกล่าวด้วย โดยคาดหวังว่า ความ ร่วมมือ ที่เกิดขึ้น แม้ จะเพียง ส่วน เล็กๆ ของสังคม แต่หากรูปแบบ การดำเนินงานดังกล่าว สามรถ พัฒนา ศักยภาพ การเรียนรู้ ของนักศึกษาได้ รูปแบบ การเรียนรู้ ดังกล่าว อาจจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ เป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร และ มีส่วนร่วมในการพัฒนา การศึกษาไทย ซึ่งหมายถึง การพัฒนา ศักยะภาพ ของประเทศ ในที่สุด เช่นกัน

 

            ดร. พรศรี เหล่ารุจิสวัสดิ์

ผู้ประสานงาน ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ และ บริษัท CPF (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  

 

แหล่งอ้างอิง

1. กรมวิชาการ. (2545). การเรียนรู้แบบร่วมมือ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.

2. ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2544). จิตวิทยาการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื อเสริม. วิชาการ.

3. ศน.อนงค์ รอดแสน. การเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design).  http://www.pbn2.obec.go.th/think/gpas3.html

4. Slavin, R.E. (1990). Cooperative learning: Theory, Research, and practice. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.

5. Troy Brady. (2007). On-the-job training checklists improve efficiency. Bigmagazine, April 2007 p.95

 

 

รูปแบบความร่วมมือ

          โดยเริ่มต้น โครงการ ศูนย์กลางความร่วมมือ ซึ่งในที่นี้ ทาง ทีมงานของ ดร.พรศรี จะทำหน้าที่ อยู่ตรงกลางประสานงาน ระหว่าง ฝ่าย มหาวิทยาลัย และบริษัท

 

     เนื่องจากในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัย จึงมีเป้าหมายที่ต้องการให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษา ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมทั้ง มีการเตรียมตัวเพื่อความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนั้น ในการฝึกงานครั้งนี้ ทางอาจารย์จึงได้ขอปรึกษา เพื่อทำการขอให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปฝึกงานที่สำนักงานของ CPF ที่ประเทศเวียดนามด้วย โดยการดำเนินการดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่ง จากคุณสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ และคุณสุเวศ วังรุ่งอรุณ ผู้บริหารระดับสูงของ CPF ที่ประเทศเวียดนาม

          สำหรับการฝึกงานในครั้งนี้ ที่ประเทศไทยได้เลือกโรงงานแปรรูปไก่ ซีพี มีนบุรี เป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษา ที่เลือกที่โรงงานแปรรูปมีนบุรีเป็นโรงงานนำร่อง เนื่องจาก

1/ ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย การที่อาจารย์จะมาเยี่ยมสังเกตการณ์การฝึกงานของนักศึกษา ย่อมทำได้ สะดวก

2/ ในกระบวนการผลิต ที่โรงานแปรรูปมีนบุรี น่าจะต้องการบุคลากร ที่มีองค์ความรู้ของสาขา ของคณะวิทยาศาตร์ ครบ ทั้ง 10สาขา

3/ ทางผู้บริหารโรงงาน (คุณ ศุภชัย อังศุภากร และคุณสมชาย อุทัยเลิศ) และ พี่เลี้ยงทุกท่าน ให้ ความร่วมมืออย่างดียิ่ง

และที่เวียดนามได้เลือกโรงงานแปรรูปอาหาร Phu Nghia ประเทศเวียดนาม เป็นสถานที่ฝึกงานในต่างประเทศ เนื่องจาก

1/ เป็นการฝึกประสบการณ์ในที่ทำงานของนักศึกษาในต่างประเทศ

2/ ที่โรงงานน่าจะมีความต้องการบุคลากร ที่มีองค์ความรู้ดังกล่าวครบทุกสาขา

3/ ผู้บริหารซีพีเวียดนาม (คุณสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ และคุณสุเวศ วังรุ่นอรุณ) และพี่เลี้ยงทุกท่าน ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง

รูปแบบการฝึกงาน

          เพื่อให้การฝึกงานครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเตรียมการฝึกงานครั้งนี้ จึงเริ่มจากการออกแบบโครงการ “การฝึกงานของนักศึกษาแต่ละสาขา ให้ตรงตามความรู้ทางทฤษฏีที่นักศึกษามีอยู่” โดยจะฝึกงานในประเทศไทยที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึง 11 เมษายน 2556

        ประชุมเตรียมความพร้อมฯ โดยประธานสาขาวิชาทั้ง 10 สาขา ร่วมประชุมกับผู้บริหารโรงงานแปรรูปไก่มีนบุรี เพื่อรับนักศึกษาฝึกงาน โดยมี คุณศุภชัย อังศุภากร และคุณดวงมนู ลีลาวนิชย์ ให้การต้อนรับ

ขั้นตอนการดำนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ ของการเรียนรู้ของนักศึกษา

1/  หาผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย3 ฝ่าย ได้แก่ ตัวนักศึกษา, อาจารย์นิเทศก์, พี่เลี้ยงของทางบริษัท CPF ทำการระดมสมอง

2/ หาโจทย์การฝึกงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ ตัวนักศึกษา, อาจารย์นิเทศก์, พี่เลี้ยงของทางบริษัท CPF ทำการระดมสมอง เพื่อออกแบบโจทย์วิจัย ที่จะให้นักศึกษาใช้เรียนรู้ในการฝึกงานให้ชัดเจน

3/ กำหนดวิธี ประเมินผล ซึ่งปกติใน ระบบการเรียนรู้ มักต้องมีการกำหนดวิธีการวัดผล เพื่อ ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคิดว่า โจทย์นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ขั้นตอนการออกแบบการฝึกงาน

          ดังนั้น ในเบื้องต้น ดร.พรศรี จึงได้ออกแบบการฝึกงานรูปแบบใหม่ โดยนำเป้าประสงค์ของประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาเป็นตัวตั้ง พบว่า “การเรียนรู้ จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ ผู้ที่กำลังจะเรียนรู้ ต้องเข้าใจโจทย์ และเป้าหมายของการเรียนรู้นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน” รวมทั้ง การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเรียนรู้นั้น ล้วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระบวนการนั้นๆด้วยกัน  จึงมีรายละเอียดของ ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.3.1.     หาอาจารย์นิเทศก์ (ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด)

1.3.2.     หาพี่เลี้ยง แต่ละสาขา: ในขั้นตอนการเตรียมการ จึงได้ปรึกษา กับ ผู้บริหารโรงงาน ว่า นักศึกษาใน 10 สาขา มีพื้นฐานความรู้อะไรมาบ้าง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่า นักศึกษา ทั้ง 10 สาขา ควรจะมีพี่เลี้ยงคนไหนดูแล และเพื่อการอำนวยความสะดวกในการเตรียมการของพี่เลี้ยงแต่ละคน จึงได้ทำการขอให้ ทางมหาวิทยาลัยส่งข้อมูล เกี่ยวกับรายละเอียดให้แก่พี่เลี้ยงดังนี้

1)     คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีทั้งหมด กี่สาขา อะไรบ้าง

2)     แต่ละสาขา ชื่อว่าสาขาอะไร เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

3)     แต่ละสาขา มีนักศึกษาเข้าโครงการกี่คน ชื่ออะไรและที่อยู่ที่ติดต่อได้

4)     แต่ละสาขา มีอาจารย์ที่ปรึกษา ชื่อว่าอะไร และที่อยู่ที่ติดต่อได้ 

1.3.3.     หาหัวข้อที่จะฝึกงาน

           ดังที่กล่าวแล้วว่า “การเรียนรู้ จะมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อ ผู้ที่กำลังจะเรียนรู้ต้องเข้าใจโจทย์ และเป้าหมายของการเรียนรู้นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน” เปรียบเปรยก็คือ Job Description ต้องชัดเจน

           การที่จะรู้หัวข้อที่ชัดเจนได้ ต้องเกิดจากการประชุมระดมสมอง ร่วมกัน 3 ฝ่าย คือตัวนักศึกษา, อาจารย์พี่เลี้ยง และพี่เลี้ยงบริษัท ผลจากการประชุมทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน และกำหนดหัวข้อของการฝึกงาน ของแต่ละสาขา

ปรึกษาหาหัวข้อการฝึกงาน 

1.3.4.     หาแนวทางการประเมินผล

           วิธีการประเมินผล เพื่อการพัฒนา: เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการฝึกนักศึกษา พร้อมที่จะ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ที่จะมาถึงในปี 2558 จึงได้ วางเป้าหมายไว้ว่า หลังจากที่นักศึกษาฝึกงานเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องมีความสามารถ อีก 4 ด้าน ที่สำคัญ ได้แก่

            1/ ความสามารถด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการพูดเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์ การอธิบาย การให้เหตุผล เป็นต้น

            2/ ความสามารถด้านวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา

            3/ การทำงานร่วมกับผู้อื่น

            4/ การนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในวาระโอกาสต่างๆได้

               ดังนั้นการฝึกงาน ครั้งนี้ จึงได้ออกแบบให้นักศึกษาทุกคน จะต้องมาบรรยายผลการฝึกงานให้กับคณะกรรมการ(อาจารย์นิเทศ, อาจารย์พี่เลี้ยง และผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง) มาร่วมฟังด้วย เพราะการฟังผลการบรรยาย จะเป็นโอกาสที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถประเมินผลการฝึกงาน โดยสะท้อนผลทั้งการประเมินผลความรู้ และ ทักษะที่สำคัญตามที่คาดหวังไว้

ส่วน “การบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของนักศึกษา”  ในการออกแบบครั้งนี้ ได้กำหนดให้นักศึกษาต้องมาสรุปผลการเรียนรู้ เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์พี่เลี้ยง ช่วยกันประเมินว่านักศึกษาเข้าใจไหมว่า “ตนเองได้เรียนรู้อะไร? จากการดำเนินโครงการนี้ 2 ครั้ง คือ ในช่วงกลาง ของการฝึกงาน และ ช่วงปลาย ของการฝึกงาน”

1.3.4.1 โดยการกำหนดให้ มีการประเมินผลกลางเทอม เนื่องจากต้องการให้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบว่า การเดินทางมาครึ่งทางแล้วนั้น ถูกต้อง หรือไม่ นับเป็นการป้องกันปัญหาความเข้าใจคลาดเคลื่อน และมั่นใจว่า ผู้เรียนเข้าใจโจทย์ของการทำการศึกษาได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ในการฝึกงานครั้งนี้ จึงได้ออกแบบว่า แทนที่จะวัดผลความรู้ แค่ก่อน และหลังการเรียน เท่านั้น การฝึกงานครั้งนี้ ได้จัดทำการประเมินความเข้าใจของนักศึกษา เพิ่มอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ การวัดผลในช่วงกลางเทอมของการฝึกงานด้วย โดยในส่วนของการกลางเทอม ของการฝึกงานเพื่อให้ คณะกรรมการพิจารณาว่า การฝึกงาน เป็นไปตามเป้าประสงค์เพื่อการเรียนรู้ของการระดมสมอง ในครั้งแรก ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ โดยหากคาดว่า จะไม่ถูกทาง จะได้ยังมีเวลาของการแก้ไขได้

1.3.4.2 และการกำหนดให้มีการประเมินผล ปลายเทอม เนื่องจาก เป้าหมายของการฝึกงานในครั้งนี้ อีกเรื่องหนึ่ง คือการหา “โครงการศึกษา เพื่อจบ หรือ Senior Project” ของนักศึกษา แต่ละคนด้วย ดังนั้น การประเมินผลปลายเทอม ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์พี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำชี้แนะนั้น จะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ทำให้นักศึกษาได้แนวคิดในการทำ Senior Project ของตัวนักศึกษาได้ รวมทั้งแนวทางการการปรับปรุงการฝึกงานในครั้งต่อไปได้

 

 การประเมินผลกลางเทอม

(นักศึกษาบรรยายผลการฝึกงานให้กับคณะกรรมการ - อาจารย์นิเทศ, อาจารย์พี่เลี้ยง และผู้ทรงคุณวุฒิ)

      


      

การประเมินผลปลายเทอม 

 

 

 

 

 

 

 

หัวข้อความเป็นมา

สหกิจศึกษา (Cooperative Education) เป็นระบบการศึกษา ที่เน้นการปฏิบัติงานใน สถานประกอบการอย่างมีระบบ โดยจัดให้มีการเรียนในสถานศึกษาร่วมกับการจัดให้ นักศึกษาไปปฏิบัติงานจริง ณ สถานประกอบการ งานที่นักศึกษาปฏิบัติจะตรงกับ สาขาวิชาของนักศึกษา โดยเน้นการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานจริงเป็นหลัก หรือ Work-based learning หรือ โครงงานพิเศษ (Project) ที่มีประโยชน์กับสถานประกอบการ เช่น การปรับปรุง หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการแก้ปัญหาของกระบวนการทำงาน ซึ่ง นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานให้สำเร็จได้ภายใน 4 เดือน ทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน และมีคุณภาพตรงตามที่สถานประกอบการต้องการมากที่สุด

 

ติดต่อเรา

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ซีพีเอฟ (ประเทศไทย)